โหมด A P S M ต่างกันยังไง ควรใช้โหมดไหนถ่ายภาพ

0
9871
โหมดถ่ายภาพ A P S M

โหมดถ่ายภาพ A P S M ทั้ง 4 อย่างนี้เป็นคำถามที่คนเริ่มต้นมักจะถามกันว่าต่างกันยังไง แล้วควรใช้ตอนไหนถึงจะดีที่สุด วันนี้ผมเลยนำบทความเรื่องโหมดกล้องย่อยลงมาให้อ่านง่ายขึ้นเหลือแค่เรื่องที่มักจะถูกถามกันครับ หวังว่าจะช่วยแก้ป้ัญหาสำหรับคนที่เพิ่งซื้อกล้องตัวแรกได้ครับ

โหมด A, Mode A, Mode AV , Aperture Priority (สำหรับคนที่ชำนาญแล้ว)

โหมดนี้สำหรับคนที่ต้องการค่ารูรับแสงที่คงที่ (F) เมื่อเราตั้งค่ารูรับแสงไว้แล้ว ค่าอื่น ๆ กล้องจะเซ็ตให้เราเองครับ โดยที่เราอาจจะใช้การเซ็ต Auto อื่น ๆ ร่วมได้ เช่น Auto ISO Sensitivity เป็นต้นครับ ส่วนใหญ่คนที่ถ่ายภาพ Portrait จะเลือกแบบนี้ครับ เน้นการคุมความชัดตามที่ต้องการ ส่วนที่เหลือให้กล้องจัดการ

โหมดถ่ายภาพ a p s m
โหมดถ่ายภาพ A : โหทดนี้สำหรับคนที่ต้องการค่ารูรับแสงคงที่

สถานการณ์ที่เหมาะจะใช้โหมด A

การถ่ายภาพ Portrait ครับ ส่วนใหญ่เน้นการทำให้หน้าชัดหลังเบลอ เราก็จะเปิด F1.4, F1.8 ค้างไว้ ส่วนที่เหลือให้กล้องเลือกให้เรา ปกติผมก็จะทำแบบนี้ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของปริมาณแสง กล้องก็จะปรับค่า Speed Shutter ให้เอง สบายดีนะ

โหมด S, TV, Shutter Priority (สำหรับคนที่ชำนาญแล้ว)

โหมดนี้กล้องจะให้ความสำคัญกับ Shutter Speed เป็นหลัก โดยเราสามารถกำหนดค่า Shutter Speed ที่ต้องการไว้ ส่วนที่เหลือกล้องจะจัดการให้กับเราเองครับ เราอาจจะใช้การเซ็ต Auto อื่น ๆ ร่วมได้ เหมือนข้อก่อนหน้านี้ เช่น Auto ISO Sensitivity เป็นต้นครับ ส่วนใหญ่คนที่ถ่ายภาพ Portrait จะเลือกแบบนี้ครับ เน้นการคุมความชัดตามที่ต้องการ ส่วนที่เหลือให้กล้องจัดการ

โหมดถ่ายภาพ S
โหมดถ่ายภาพ S : กล้องจะให้ความสำคัญกับ Speed Shutter เป็นหลัก

สถานการณ์ที่เหมาะจะใช้โหมด S

การถ่ายภาพ Sport ต่าง ๆ เราก็จะเซ็ตค่า Speed Shutter ที่สูงค้างไว้เลวย หรือการถ่ายภาพที่ต้องการค่า Speed Shutter ต่ำคงที่เพื่อใช้ลากเส้นไฟถนน เราก็สามารถเลือกตรงนี้ค้างไว้ได้เช่นเดียวกัน

Mode P, โหมดโปรแกรม

โหมดกล้อง P หรือโหมดถ่ายภาพ Program เป็นอีกโหมดที่มีการทำงานคล้ายกับ Auto มาก กล้องจะคิดทุกอย่างให้แต่จะอนุญาตให้เราตั้งค่าบางอย่างได้ตามใจ เช่น ISO (ค่าความไวแสง), White Balance (แสงสุมดุลสีขาว), ค่าชดเชยแสง หรือแม้แต่โปรไฟล์สีของการถ่ายภาพ (Picture Style)

โหมดถ่ายภาพ P
โหมดถ่ายภาพ P : การทำงานคล้ายโหมด Auto แต่ก็ยังเลือกปรับค่าบางอย่างได้

สถานะการณ์ที่เหมาะจะใช้โหมด Program

เหมือนกับโหมด Auto ทุกอย่าง เพียงแต่ค่าที่เราปรับแต่งเพิ่มจะส่งผลต่อภาพที่ออกมาด้วย เป็นโหมดที่ควรฝึกใช้เพื่อเรียนรู้การทำงานของกล้องก่อนจะเริ่มใช้โหมดที่เริ่มให้เราปรับได้ยืดหยุ่นมากกว่านี้ ถ้าเรารู้จักกล้องของเรามากขึ้น เราก็สามารถคุมภาพที่ออกมาได้มากขึ้นไปด้วยครับ

โหมด M, Mode M, Manual (สำหรับคนที่ชำนาญแล้ว)

โหมด M สำหรับคนที่ชำนาญแล้ว และก็รู้ว่าการควบคุมแต่และแบบในสไตล์ของตนเอง แบบไหนที่เข้ากับสิ่งที่ต้องการมากที่สุด เราสามารถปรับตั้งค่าทุกอย่างได้อิสระ ทั้งความเร็วชัตเตอร์, ค่าความไวแสง, รูรับแสง และอื่น ๆ ที่ต้องการได้อย่างอิสระ บางครั้งอาจจะเลือกการตั้งค่า Auto ในบางส่วนได้เช่น Auto ISO แบบที่ลิมิต ISO สูงสุดที่รับไว้ได้

โหมดถ่ายภาพ M
โหมดถ่ายภาพ M : ปรับทุกค่าด้วยตัวเองได้อย่างอิสระ

สถานการณ์ที่เหมาะจะใช้โหมด M

ได้หมด ถ้าเรารู้ว่าการตั้งค่าของกล้องให้เข้ากับสถานการณ์นั้น มักจะเป็นการถ่ายภาพที่ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงค่าบ่อยนัก เช่น ถ่ายภาพสินค้า หรือแฟชั่นในงานสตูดิโอ หรือจะเอามาใช้ในการถ่ายภาพปกติก็ได้ถ้าเราถนัดการเซ็ตค่าแบบนี้ครับ

สรุปเรื่องโหมด A P S M

ถ้าเราต้องการถ่ายภาพโหมดไหน ก็ย้อนกลับไปดูเลยว่าแต่ละโหมดจะให้ความสำคัญของแต่ละอย่างต่างกัน

– ถ้าหากเราต้องการล็อครูรับแสงที่ต้องการไว้ให้ใช้โหมด A
– ถ้าต้องการล็อคความเร็วชัตเตอร์ไว้ให้ใช้โหมด S
– ถ้าต้องการออโต้ แต่ปรับค่าได้นิดหน่อย มือใหม่ก็ P
– ส่วนถ้าเราโปรแล้วให้ไปโหมด M ได้เลยถ้าต้องการปรับค่าอิสระตามที่ต้องการครับ

Leave a Reply