การถ่ายภาพย้อนแสงให้สวย ความเข้าใจที่ถูกต้อง และวิธีการจัดการเมื่อต้องถ่ายภาพย้อนแสง

0
4915
การถ่ายภาพย้อนแสง
การถ่ายภาพย้อนแสงให้สวย ความเข้าใจที่ถูกต้อง และวิธีการจัดการเมื่อต้องถ่ายภาพย้อนแสง

การถ่ายภาพย้อนแสง ถ่ายภาพย้อนแสงยังไงให้สวย ถ่ายภาพย้อนแสงแล้วมืด จะต้องทำยังไง?

การถ่ายภาพย้อนแสง หลายคนชอบมองว่าเป็นเรื่องยาก แทบจะต้องระมัดระวังแบบคอขาดบาดตาย คือยังไงก็ห้ามถ่ายย้อนแสง ที่จริงแล้วเนี่ยการถ่ายย้อนแสงเป็นภาพที่สวยมาก ใครที่มีความเข้าใจเรื่องการถ่ายภาพจะรู้ว่าภาพย้อนแสงเป็นโอกาสที่ดีมากที่จะได้ภาพสวย ถ่ายทอดอารมณ์ได้ดีมาก ลองสังเกตได้ตามภาพยนตร์โรแมนติกก็ได้ครับ จะเห็นบ่อยมาก แล้วเมื่อเกริ่นมาเยอะแล้วเรามาเริ่มต้นกันครับว่าควรจัดการตรงส่วนไหนก่อนดี

การถ่ายภาพย้อนแสง คืออะไร?

ภาพย้อนแสง ถ้าจะให้อธิบายเข้าใจแบบเรียบง่ายก็คือ การถ่ายภาพที่เรายืนอยู่ตรงกันข้าม หรือหันหน้าอยู่เกือบจะตรงข้ามกันกับจุดกำเนิดแสง ทำให้คน สิ่งของ วัตถุ ที่เราจะถ่ายนั้นเกิดเงาดำ เนื่องจากแหล่งกำเนิดแสงอยู่ข้างหลังวัตถุนั่นเองครับ ส่วนใหญ่การถ่ายภาพโดยใช้การย้อนแสงที่เราคุ้นตาคือการถ่ายภาพแนวซิลลูเอท (Silhouette)

การถ่ายภาพย้อนแสงไม่ใช่เรื่องยากหรือน่ากลัวอะไรอีกทั้งถ้าหากเข้าใจเรื่องการถ่ายภาพเป็นอย่างดีแล้วยังทำให้ภาพของเราสวยขึ้นด้วย

บางครั้งเราก็ตั้งใจใช้แฟลย้อนไว้ด้านหลังเพื่อให้เกิดเอฟเฟคภาพที่สวยงาม ถ้าเข้าใจเรื่องการถ่ายภาพย้อนแสงที่ถูกต้องแล้ว ยังไงก็ให้ภาพที่สวยได้
บางครั้งเราก็ตั้งใจใช้แฟลย้อนไว้ด้านหลังเพื่อให้เกิดเอฟเฟคภาพที่สวยงาม ถ้าเข้าใจเรื่องการถ่ายภาพย้อนแสงที่ถูกต้องแล้ว ยังไงก็ให้ภาพที่สวยได้

ปัญหาที่เรามักจะเจอจากการถ่ายภาพย้อนแสง

สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มถ่ายภาพผมขออธิบายให้เข้าใจถึงปัญหาที่มักจะเจอครับ เมื่อเราต้องถ่ายภาพย้อนแสง จะได้เข้าใจและเตรียมตัวให้พร้อม ทุกคนที่ถ่ายภาพจะเจอเรื่องแบบนี้อยู่แล้วแน่นอน 100% ไม่ว่าจะใช้กล้องโทรศัพท์มือถือหรือกล้องดิจิตอลแบบช่างภาพก็ตาม

1. เงามืดของตัวแบบ วัตถุ หรือสิ่งของ
เมื่อแหล่งกำเนิดแสงอยู่ด้านหลังวัตถุ ก็จะเกิดเงาขึ้น ยิ่งแสงแรงมาก ก็จะทำให้เงามากขึ้น ปัญหาที่ตามมาต่อคือรายละเอียดในตัววัตถุ ก็จะจมไปกับเงา ยกตัวอย่างนางแบบ ผิวสวย ๆ ก็จะดูไม่กระจ่าง เกิดเงาดำ สีที่เคยสดใสก็หม่น มืดลง

2.กล้องโฟกัสไม่เข้า หรือโฟกัสวืดวาดบ่อย
กล้องจะจับโฟกัสไม่ค่อยได้ สังเกตถ้าใครใช้มิลเรอร์เรส (Mirrorless) หรือ DSLR (กล้องดิจิตอลที่มีชุดยกกระจก) ก็จะเกิดอาการโฟกัสไม่เข้า วืดวาดบ่อย ๆ อาจจะเซ็งได้ หรือจับจังหวะยากลำบากขึ้น

3.จัดองค์ประกอบยาก ภาพไม่สวย สื่อสารเรื่องราวไม่ได้
เพราะไม่เคยชินกับรายละเอียดที่หายไป แล้วก็อาจจะยังไม่เข้าใจว่าสามารถจัดการกับภาพยังไงได้บ้าง ก็เลยคิดว่าจัดองค์ประกอบยาก ภาพไม่สวย คิดว่าถ้าถ่ายย้อนแสงแล้วได้ภาพแย่แน่นอน

วิธีการถ่ายภาพย้อนแสงให้สวย

เริ่มจากการทำความเข้าใจกับแนวความคิด (Mindset) ในการถ่ายภาพย้อนแสงนี้ก่อน เพราะแนวคิดเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อจินตนาการในการถ่ายภาพของเราครับ

1. เข้าใจเรื่องทิศทางแสง ความสัมพันธ์ระหว่างเวลากับทิศทางแสงของธรรมชาติที่เปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา
ตำแหน่งของดวงอาทิตย์ในแต่ละช่วงเวลา เขาให้น้ำหนักแสง และทิศทางของแสงที่แตกต่างกัน สังเกตได้ว่าถ้าเที่ยงตรง แสงแดดจะแรง ภาพจะแข็ง เงาจะอยู่ใต้ตา เพราะแสงอยู่กลางศีรษะเราเลย แต่ถ้าเป็นช่วงเย็นจะได้แสงย้อนที่สวย สีอมส้ม ๆ ทอง ๆ สวยงาม ถ้าเป็นช่วงเช้าแสงจะอ่อนโยน ละมุนน่าถ่ายรูปมาก ถ้าย้อนก็ยังได้อารมณ์ภาพที่แตกต่างจากตอนช่วงเวลาอื่น

การเข้าใจเรื่องทิศทางแสงกับช่วงเวลา จะทำให้เรารู้ว่าแสงแดดเวลาไหนเหมาะกับการถ่ายรูป ช่วงเวลาไหนได้สี ได้แสง ได้เงานำ้หนักเท่าไหร่ เวลาถ่ายย้อนแสงเวลาไหนสวย เวลาไหนไม่ควรนัดเพื่อนมาถ่าย เป็นต้นครับ

2. เรื่องราวและอารมณ์ของภาพต้องมาก่อนเทคนิค
แนวความคิดในการถ่ายภาพส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยจะถูกนักคือ “มีเทคนิคเยอะ ภาพจะสวย” ก็ถูกแค่ครึ่งเดียวครับ การถ่ายภาพก็เป็นเรื่องของศิลปะ การเล่าเรื่องในภาพ คนที่ถ่ายภาพหรือมีประสบการณ์ด้านนี้เท่านั้นถึงจะดูเทคนิคถ่ายภาพที่เราพยายามบรรจงใส่ลงไป แต่คนทั่วไปที่ชมว่าภาพสวย ที่ชมว่าภาพเราดูน่าสนใจ และมีความหมาย คือ “กลุ่มคนทั่วไป” เพราะงั้นเรื่องราวของภาพ อารมณ์

“เรื่องราวที่เราจะถ่ายทอด อารมณ์ ความรู้สึก คือสิ่งที่ต้องมาก่อนเทคนิคว่าเราจะใช้เทคนิคไหนถ่ายออกมา เพราะการถ่ายภาพคือการเล่าเรื่องในภาพให้คนดูเข้าถึงสิ่งที่เราจะสื่อสาร ไม่ใช่ให้คนดูมองหาว่าเราใช้เทคนิคไหนในการถ่ายภาพ”

3. การใช้เทคนิคถ่ายภาพย้อนแสงได้อย่างชำนาญ ช่วยเติมเต็มเรื่องราวให้ดีขึ้น และภาพสวยน่าสนใจขึ้น
เมื่อเราเข้าใจเรื่องของการวางเรื่องราวอารมณ์ภาพต้องมาก่อนแล้ว สิ่งที่จะมาช่วยเติมเต็มเนื้อหาได้ดีขึ้นคือ ต้องเข้าใจถึงการหาวิธีที่จะนำเสนอภาพย้อนแสงให้สวย เราก็มักจะเรียกกันว่าเป็น “เคล็ดลับ” บ้าง “เทคนิค” บ้าง สิ่งเหล่านี้จะเข้ามาเพื่อให้ได้อารมณ์ภาพที่สวยมากขึ้น เช่น เราจะถ่ายภาพแฟนเวลาที่เราแอบมองเขา อยากได้อารมณ์ที่ดูเพ้อ ฝัน ฟุ้ง คิดถึงเขา เราให้อารมณ์ที่อบอุ่น และมองเขาตลอด มุมก็อาจจะเป็นการถ่ายภาพแบบไม่มองกล้อง ย้อนแสงหน่อยนึงเพื่อให้ผมเป็นประกายสวยงาม โทนออกสีส้มดูอบอุ่น เป็นต้น  สรุปว่าเทคนิคนี้ก็จะช่วยให้ภาพเติมเต็มอารมณ์ยิ่งกว่าเดิมครับ

การถ่ายภาพย้อนแสงเบา ๆ เราสามารถเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมได้ แล้วก็สามารถจัดมุมมองให้สวยงามได้ด้วย สังเกตว่าภาพย้อนแสงเนี่ยทำให้เกิดภาพที่สวยงามได้เยอะแยะเลย
การถ่ายภาพย้อนแสงเบา ๆ เราสามารถเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมได้ แล้วก็สามารถจัดมุมมองให้สวยงามได้ด้วย สังเกตว่าภาพย้อนแสงเนี่ยทำให้เกิดภาพที่สวยงามได้เยอะแยะเลย

4. อย่ากลัวที่จะถ่ายภาพย้อนแสง
การถ่ายภาพย้อนแสงเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างสรรค์ไอเดียภาพสวยงามเยอะแยะมากครับ ให้เปลี่ยนมุมมองใหม่กับคำพูดที่ว่า “อย่าถ่ายภาพย้อนแสง” ให้เป็น “ถ่ายย้อนแสงยังไงให้ภาพสวย” ดีกว่าครับ เพราะช่างภาพนี่วิ่งหาโอกาสการย้อนแสงสวย ๆ เยอะแยะเลย

เทคนิคถ่ายภาพย้อนแสงให้สวย

เมื่อเราได้แนวความคิดและความเข้าใจแล้วเรามาลุยเรื่องเทคนิคในการถ่ายภาพย้อนแสงกันเลยดีกว่าครับ เทคนิคนี้ไม่ใช่เทคนิคทั้งหมดนะครับ ยังมีอีกหลายวิธีการที่เราจะสามารถจัดการเกี่ยวกับภาพย้อนแสงให้ดีได้ ผมเพียงนำเสนอเทคนิคที่เข้าถึงง่ายและนิยมใช้กัน มือใหม่มือเก่าก็สามารถทำได้ง่ายครับ

1. ถ่ายภาพย้อนแสงเพื่อให้ได้ภาพแบบ Silhouette

ภาพซิลลูเอท คือภาพที่เราถ่ายย้อนจนให้เห็นแบบเป็นเงามืดดำ แต่รูปลักษณ์ของเงาดำนั้นจะเห็นเป็นภาพที่สวยงาม “ดูรู้เรื่อง” ว่าเงานั้นหมายถึง บุคคล สถานที่ หรือสิ่งของ ซึ่งการถ่ายภาพแบบนี้ความสำคัญจะอยู่ที่ “เรื่องราว” และ “องค์ประกอบ” ที่พอดี ไม่รกเกินไป จะเน้นที่ตัวแบบที่มืดกับท้องฟ้าสว่างไปเลย

ตัวอย่างการถ่ายภาพย้อนแสงให้เกิดภาพบุคคลที่ดูมีเรื่องราว
ตัวอย่างที่ 1 : การถ่ายภาพย้อนแสงให้เกิดภาพซิลลูเอท มองเห็นภาพบุคคลสองคนที่ดูมีเรื่องราว แสดงถึงความรักต่อกันได้
ตัวอย่างที่ 2 : การถ่ายภาพซิลลูเอท ที่มีการเผยให้เห็นรายละเอียดถึงใบหน้าแบบเล็กน้อย ให้คนดูมองเห็นตัวตนบุคคลและโทนสีภาพออกไปในเชิง เศร้า เพ้อ คิดถึง หม่นหมอง
ตัวอย่างที่ 2 : การถ่ายภาพซิลลูเอท ที่มีการเผยให้เห็นรายละเอียดถึงใบหน้าแบบเล็กน้อย ให้คนดูมองเห็นตัวตนบุคคลและโทนสีภาพออกไปในเชิง เศร้า เพ้อ คิดถึง หม่นหมอง

2. การถ่ายภาพให้เกิด Rim Light

ริมไลท์คือแสงที่อยู่ตรงขอบของตัวแบบหรือวัตถุ เกิดจากตำแหน่งของแหล่งกำเนิดแสงอยู่ตำแหน่งที่ตรงกันกับด้านหลังหรือด้านข้างของแบบ ทำให้เกิดขอบแสงเป็นประกาย นิยมใช้กับเส้นผม หรือขอบวัตถุที่มีลักษณะเป็นประกายเล็ก ๆ สวยงาม การถ่ายภาพย้อนแสงแบบทำให้เกิด Rim Light หัวใจสำคัญคือการจัดองค์ประกอบให้เหมาะสมและควรจัดตำแหน่งของแสงให้เข้ามาที่ใบหน้าบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดเงามืดที่หน้าเกินไป

ตัวอย่างที่ 3 : การถ่ายภาพย้อนแสงให้เกิด Rim Light ที่ผมของตัวแบบ อาจจะเลือกมุมให้แสงเข้าที่หน้าเล็กน้อย หรืออาจจะใช้การแต่งภาพเพื่อดึงรายละเอียดตรงหน้าขึ้นมาเล็กน้อยก็ได้ จุดสำคัญคือการจัดองค์ประกอบและการเล่าเรื่องในภาพ
ตัวอย่างที่ 3 : การถ่ายภาพย้อนแสงให้เกิด Rim Light ที่ผมของตัวแบบ ทำให้เกิดประกายที่สวยขึ้นมาได้
ตัวอย่างที่ 4 : การถ่ายภาพย้อนแสงให้เกิด Rim Light ที่ผมของตัวแบบ
ตัวอย่างที่ 4 : การถ่ายภาพย้อนแสงให้เกิด Rim Light ที่ผมของตัวแบบ

3. การถ่ายย้อนแสงให้เกิด Flare

แฟลร์ (Flare) เกิดจากแสงที่วิ่งเข้ามาในเลนส์แล้วเกิดการสะท้อนไปมาในชิ้นเลนส์ ก็จะเกิดเอฟเฟคแบบนี้ขึ้น ซึ่งแต่ละเลนส์จะไม่เหมือนกัน ปกติภาพแฟลร์จะเป็นปัญหาของช่างภาพในการถ่ายย้อนแสงซึ่งจะเป็นได้กับทุกเลนส์ มากน้อยต่างกันไป เพียงแต่ว่าการใช้แฟลร์ที่เกิดขึ้นในการสร้างเอฟเฟคให้สวยงามก็เป็นอีกวิธีการนึงที่ทำให้ภาพถ่ายดูน่าสนใจขึ้นมาได้

ตัวอย่างที่ 5 : การถ่ายภาพย้อนแสงให้เกิด Flare + Rim Light ที่ผมของตัวแบบ อาจจะเลือกมุมให้แสงเข้าที่หน้าเล็กน้อย หรืออาจจะใช้การแต่งภาพเพื่อดึงรายละเอียดตรงหน้าขึ้นมาเล็กน้อยก็ได้ จุดสำคัญคือการจัดองค์ประกอบและการเล่าเรื่องในภาพ
ตัวอย่างที่ 5 : การถ่ายภาพย้อนแสงให้เกิด Flare + Rim Light ที่ผมของตัวแบบ อาจจะเลือกมุมให้แสงเข้าที่หน้าเล็กน้อย หรืออาจจะใช้การแต่งภาพเพื่อดึงรายละเอียดตรงหน้าขึ้นมาเล็กน้อยก็ได้ จุดสำคัญคือการจัดองค์ประกอบและการเล่าเรื่องในภาพ

4.ใช้แฟลช (Flash) หรือรีเฟลค (Reflect) เติมแสงเข้าที่แบบเพื่อแก้ไขส่วนที่มืด

บางครั้งเราอาจจะเลือกวิธีการเติม Flash เข้าไปตรง ๆ หรือใช้ Reflect ที่เป็นแผ่นสะท้อน น่าจะเคยเห็นคนที่ถ่ายภาพรับปริญญาแล้วเล่นยิงแฟลชตอนกลางวันแสก ๆ นั่นแหละครับเขาทำเพื่อเติมแสงให้เข้าไปที่หน้าของแบบ ทำให้รายละเอียดของใบหน้า ผิว เพิ่มขึ้นมาจากเดิมได้ แน่นอนว่าต้องฝึกเรื่องความเข้าใจของทิศทางแสงและน้ำหนักในการเติมแสงเข้าให้เหมาะสม รวมถึงอุปกรณ์ก็อาจจะต้องมีคนช่วยถือ ช่วยเซ็ตด้วย

ตัวอย่างที่ 6 : การเติมแสงที่หน้าแบบด้วย Flash หรือ Reflect เพื่อให้รายละเอียดของตัวแบบเพิ่มขึ้นมา
ตัวอย่างที่ 6 : การเติมแสงที่หน้าแบบด้วย Flash หรือ Reflect เพื่อให้รายละเอียดของตัวแบบเพิ่มขึ้นมา

5. การจัดคอมโพสต์ให้แสงอยู่ประมาณ 45 องศาของตัวแบบ ในกรณีที่ต้องการเลี่ยงการถ่ายภาพย้อนแสง

อันนี้เป็นวิธีเลี่ยงคือให้แสงอยู่ด้านหน้าเยื้องตัวแบบเลยง่ายกว่า ก็จะทำให้ได้ภาพที่สว่าง เงาของภาพดูสวยงาม เป็นวิธีการจัดการเกี่ยวกับปัจจัยและองค์ประกอบในการถ่ายภาพ สิ่งสำคัญคือไม่ได้จำเป็นทุกครั้งที่เราจะวิ่งเข้าหาแสงแล้วย้อนตลอด แต่การจัดการแสง คอมโพส ทุกอย่างให้ลงตัวเพื่อถ่ายภาพสวย ๆ ออกมา สิ่งนั้นแหละคือเรื่องที่ผมอยากจะให้เข้าใจ เพื่อที่เราจะถ่ายภาพได้สนุกมากขึ้น

ตัวอย่างที่ 7 : การเลือกมุมที่แสงเข้าหาตัวแบบ เป็นเรื่องที่เรียบง่าย และก็ไม่ได้ยากเกินไปที่จะลองฝึก เพราะไม่ได้ถ่ายย้อนอะไรเลย อีกทั้งทำให้เราไม่ต้องตึงเครียดกับเรื่องเทคนิคถ่ายภาพย้อนแสงอะไรด้วย
ตัวอย่างที่ 7 : การเลือกมุมที่แสงเข้าหาตัวแบบ เป็นเรื่องที่เรียบง่าย และก็ไม่ได้ยากเกินไปที่จะลองฝึก เพราะไม่ได้ถ่ายย้อนอะไรเลย อีกทั้งทำให้เราไม่ต้องตึงเครียดกับเรื่องเทคนิคถ่ายภาพย้อนแสงอะไรด้วย

คำแนะนำในการถ่ายภาพย้อนแสง

ถ่ายภาพด้วย RAW File เสมอ เพื่อใช้ศักยภาพของกล้องให้เต็มที่ เป็นทั้งกระบวนการก่อนและหลังการถ่ายภาพ คือเตรียมตัวเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม และนำภาพกลับมาแต่งเพิ่ม เสริมรายละเอียดให้ดีขึ้น ปรับปรุงจุดที่ไม่ดีในภาพให้ออกไป เราก็จะได้ภาพที่สมบูรณ์มากขึ้นครับ

รู้เทคนิคการถ่ายภาพย้อนแสงแล้วควรทำยังไงต่อ

1. ฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง
ทุกคนที่เก่งในทักษะพิเศษ เริ่มต้นจากการหมั่นฝึกฝน ไม่มีใครที่เกิดมาแล้วเก่งเลย ไม่มีใครไม่เคยผิดพลาด แต่การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจะทำให้เราใส่ใจรายละเอียดมากขึ้น ให้ความสำคัญกับภาพมากขึ้น และฝึกให้เรามีวินัยในการพัฒนาตัวเองเสมอ

2. ดูภาพย้อนแสงที่ชอบให้มากขึ้นจนเป็นนิสัย
ให้เราดูภาพย้อนแสงจากคนอื่น หรือ Pinterest ก็ได้ คือสุดยอดมากเป็นแหล่งรวมไอเดียต่าง ๆ ทำให้เราสามารถถ่ายภาพย้อนแสง ภาพแนวอื่น ๆ ได้อย่างสวยงามครับ

3. ลองแกะเทคนิคการถ่ายภาพของคนอื่น ทั้งแนวคิด กระบวนการ และการจัดองค์ประกอบ
เราลองฝึกกระบวนการคิด การถ่ายทอดเนื้อหา การถ่ายภาพ การจัดองค์ประกอบ ของภาพนั้น ๆ ฝึกเลียนแบบเขาก่อนแล้วค่อยหาแนวทาง เหมือนที่เด็กฝึกเลียนแบบท่าทาง ฝึกพูด ธรรมชาติของเราคือการฝึก เลียนแบบ และพัฒนาตัวเองครับ

Leave a Reply